Input your search keywords and press Enter.

กรรมการที่ปรึกษาของ อย. สหรัฐฯ สนับสนุนให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นกับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป-ผู้เสี่ยงติดเชื้อรุนแรง แต่ไม่สนับสนุนให้ฉีดกับคนทั่วไปเป็นวงกว้าง

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คณะกรรมการที่ปรึกษาวัคซีนและผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่เกี่ยวข้องของสำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ปฏิเสธที่จะแนะนำการให้วัคซีนเข็มกระตุ้นของ Pfizer-BioNTech แบบทั่วไป แต่กลับสนับสนุนให้ใช้วัคซีนเข็มกระตุ้นเฉพาะสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อแบบรุนแรงเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะดังกล่าวซึ่งมาจากคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่ให้คำปรึกษาแก่ FDA ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย โดย FDA จะพิจารณาข้อเสนอแนะดังกล่าว และจะตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวเร็วๆ นี้ และที่ปรึกษาของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) มีกำหนดจะประชุมกันในวันที่ 22-23 กันยายนนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อแนะนำเพิ่มเติมว่าใครจะเป็นผู้ที่จะมีสิทธิ์ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นดังกล่าว

โดยผลการลงมติของคณะกรรมการที่ปรึกษาดังกล่าวเป็นผลที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจ คณะกรรมการลงมติ 16 ต่อ 2 ปฏิเสธแนวคิดให้วัคซีนเข็มกระตุ้นของ Pfizer-BioNTech กับคนทั่วไปในวงกว้าง โดยกรรมการหลายคนอ้างถึงการขาดข้อมูลด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับวัคซีนเข็มกระตุ้น และยังยกข้อสงสัยเกี่ยวกับประโยชน์ของการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นการทั่วไป แทนที่จะกำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่มเฉพาะด้วย และต่อมาในอีกหนึ่งการโหวต ปรากฏว่าคณะกรรมการลงมติเป็นเอกฉันท์ 18 ต่อ 0 สนับสนุนให้ใช้วัคซีนเข็มกระตุ้นกับสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อแบบรุนแรง คณะกรรมการยังยอมรับว่าบรรดาบุคลากรด้านสุขภาพและบุคคลอื่นที่มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อไวรัสจากการทำงานก็สมควรได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นนี้เช่นกัน

สำนักข่าว AP รายงานว่า ระหว่างการอภิปรายในเรื่องนี้ยาวนานหลายชั่วโมง คณะกรรมการได้ตั้งคำถามถึงประโยชน์ของการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับเกือบทุกคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ดร.โคดี ไมส์เนอร์ จากมหาวิทยาลัยทัฟส์ ระบุว่า ไม่คิดว่าการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดอย่างมีนัยสำคัญ และเชื่อว่าสิ่งสำคัญคือข้อความหลักที่สื่อออกไปว่าทุกคนจะต้องได้รับวัคซีนสองเข็ม ขณะที่ ดร.อแมนดา คอห์น จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า ในขณะนี้ชัดเจนว่ากลุ่มที่กำลังขับเคลื่อนการระบาดในสหรัฐฯ คือกลุ่มผู้ยังไม่ได้รับวัคซีน

นอกจากนี้ผลการโหวตดังกล่าวยังเกิดขึ้นท่ามกลางการให้เหตุผลจากฝั่งบริษัท Pfizer และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอิสราเอลเกี่ยวกับความจำเป็นของวัคซีนเข็มกระตุ้น ซึ่งอิสราเอลเป็นประเทศที่เริ่มฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับประชากรในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และบุคลากรจากกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลก็ชี้ว่าวัคซีนเข็มกระตุ้นจะช่วยเพิ่มการป้องกันการติดเชื้อในคนอายุ 60 ปีขึ้นไปได้ถึงสิบเท่า ขณะที่ตัวแทนจาก Pfizer บอกว่าจำเป็นที่จะต้องเริ่มป้องกันระดับภูมิคุ้มกันก่อนที่การป้องกันจะลดลง โดยผลการศึกษาของทางบริษัทในประชากร 44,000 คนชี้ว่า ประสิทธิผล (Effectiveness) ต่อการติดเชื้อโควิดแบบมีอาการในระยะ 2 เดือนหลังวัคซีนเข็มที่สองอยู่ที่ร้อยละ 96 แต่ลดลงเหลือร้อยละ 84 เมื่อเวลาผ่านไปราว 6 เดือนหลังวัคซีนเข็มที่ 2 อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการหลายคนสงสัยถึงความเกี่ยวข้องระหว่างประสบการณ์ของอิสราเอลกับสหรัฐฯ และกังวลถึงผลข้างเคียงของการให้วัคซีนเข็มที่ 3 ซึ่งรวมถึงการอักเสบของหัวใจในผู้ชายที่มีอายุน้อยซึ่งพบได้ยาก แต่ Pfizer ก็อ้างถึงข้อมูลจากการให้วัคซีนเข็มกระตุ้นไปแล้วเกือบ 3 ล้านเข็มในอิสราเอลว่า อัตราผลข้างเคียงนั้นใกล้กับที่มีการรายงานไว้แล้ว

ขณะที่ Reuters รายงานว่า ดร.พอล ออฟฟิต ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และหนึ่งในกรรมการ กล่าวว่า ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการชุดดังกล่าวเป็นการ ‘ถอย’ จากคำแนะนำของรัฐบาลโจ ไบเดน ที่ให้ใช้วัคซีนเข็มกระตุ้นอย่างกว้างขวาง และกำหนดวันเริ่มต้นในการฉีดวัคซีนไว้เกือบจะแน่นอนในสัปดาห์ตั้งแต่ 20 กันยายนนี้

อย่างไรก็ตาม Pfizer ยังสามารถเสนอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการอนุมัติใช้วัคซีนที่ในกลุ่มประชากรที่กว้างขึ้นได้ และทางบริษัทเองก็บอกว่าจะทำงานร่วมกับ FDA หลังจากการประชุมที่เกิดขึ้นดังกล่าว เพื่อตอบคำถามของคณะกรรมการ ในขณะที่ทางบริษัทยังคงเชื่อมั่นในประโยชน์ของวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับประชากรในวงกว้าง

ที่มาของข่าว: เว็บไซต์ The Standard

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *